มนุษย์หิมะ
พึ่งรู้ว่ามนุษย์หิมะมีจริงก็วันนี้แหละ
มุราคามิ เขียนถึงมนุษย์หิมะเอาไว้ว่า (เท่าที่จำความได้นะ)
มนุษย์หิมะอยู่ขั้วโลกเหนือ
ใช้ชีวิตวันๆ จมอยู่กับตัวหนังสือบนมือที่เกาะกุมไปด้วยน้ำแข็งที่เย็นเฉียบ
นานๆ ครั้งที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ไม่ได้โฟกัสไปที่จุดใดจุดหนึ่งชัดเจนนัก
เหมือนเป็นเพียงการแหงนมองเพื่อพักสายตา ก่อนที่จะก้มจมลงสู่โลกของตัวหนังสือที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
หากใครได้ไปที่บาร์ในขั้วโลกเหนือ ก็จะพบกับเขาอยู่ในมุมที่มืดมิดแ่ละหนาวเหน็บที่สุดของบาร์
อยู่เช่นนั้นไม่เคยเปลี่ยน วันแล้ววันเล่า
ดูภายนอก เขาเหมือนเคนมีเสน่ห์ ลึกลับ น่าค้นหา
และยิ่งคุณได้ทำความรู้ัจักกับเขาก็จะยิ่งรู้ว่าตัวเขามีสิ่งที่ไม่เข้าใจอีกมากมาย มันช่างท้าทายกับคุณเหลือเกิน
แรกๆ คุณจะรู้สึกดีที่ได้อยู่กับเขา พูดคุยกัน ถามถึงหลายๆ สิ่งที่คุณไม่อาจเข้าใจได้
มนุษย์หิมะจะถามถึงอดีตที่ผ่านมาของคุณ คอยเยียวยาปาดแผลที่ฝั่งลึกในจิตใจ
คุณจะรู้สึกอบอุ่นอยู่ในหัวใจแม่ว่าจะต้องอยู่ใกล้ก้อนน้ำแข็งที่หนาวเน็บที่สุดในโลก
มนุษย์หิมะไม่เคยพูดถึงอดีตของตัวเอง อาจเป็นเพราะเขาไม่อยากให้คุณแบกรับอดีตที่ปวดร้าวของเขาไว้
หรืออาจเป็นเพราะมนุษย์หิมะไม่มีอดีตให้จดจำ
ซึ่ีงมันก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ในช่วงแรก ที่ได้รู้จักกัน
เมื่อคุณได้เทใจให้กับเขาอย่างไม่อาจถอนตัวได้
คุณจะรู้ว่า การที่ต้องอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความดำมืด เยือกเย็น
ไม่อาจรับรู้ถึงความเศร้า ความเดียวดาย ความหวัง ของคนที่คุณรัก มันทรมานมากแค่ไหน
หากคุณเรียนรู้ที่จะยอมรับกับสิ่งเหล่านั้น คุณก็จะพบว่า
ตัวคุณเองก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากมนุษย์หิมะที่คุณรักคนนั้นเลย
ไม่พูดถึงอดีต ไม่เอ่ยถึงความเจ็บปวด ปกปิดความรุ่นร้อนของจิตใจไว้ภายในความเย็นยะเยือกของร่างกาย
ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
แด่คุณครู
“การสอนสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน จะดุ จะว่า จะด่ามันหน่อยก็ไม่ได้ พ่อแม่มันให้ท้ายตลอด
เด็กมันออกจากบ้านแต่ไม่มาเรียนพ่อแม่มันยังไม่รู้เลย พอโทรไปถามพ่อมันนะ
มันก็บอกว่าอยู่โรงเรียน แถมมีด่ากลับมาอีกว่าเป็นครูประสาอะไรไม่รู้เรื่อง
ไปใส่ความลูกมันอีก เหนื่อย เหนื่อยกว่าเมื่อก่อนเยอะ ”
ข้อความตัดพ้อต่อระบบการศึกษาสมัยนี้ที่ผู้ปกครองเป็นใหญ่ของ ครู ที่ผมเคารพที่สุด
ดีนะที่เป็นเสียงบ่นของคนอายุห้าสิบกว่าปี
แต่ถ้ามันเป็นเสียงบ่นของครูหนุ่มรุ่นใหม่ในวันนี้
คงไม่มีใครอยากเป็นครูอีก
“เนี๊ยะ พรุ้งนี้ก็ต้องไปตามมันอีก พ่อแม่่มันโทรมาเมื่อเช้า บอกลูกไม่กลับบ้านมา 2 วันแล้ว บอกตั้งแต่วันแรกก็ไม่ยอมเชื่อ” ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจแผ่วๆ
สายตาของพ่อเหม่อมอง ครุ่นคิด
‘เด็กมันจะไปไหนได้ พรุ้งนี้ลองสืบจากเพื่อนมันดูก็คงรู้ ‘
ปล.
ในฐานะที่เคยโดนครูตีแล้วโดนพ่อแม่ด่าซ้ำ
กับข่าวเกี่ยวกับเว็บไซตที่เปิดออกมาเพื่อแฉครูตีเด็ก
อยากจะประณามเว็บนี้เหลือเกิน
ถ้าคิดว่าึคนเป็นครูมันแย่มากขนาดนั้น ก็สอนลูกเองที่บ้านซะ
ตัวเองยังไม่มีเวลาสอนลูก ยังจะมานั่งจับผิดคนอื่นอีก
ขอบคุณครูทุกท่านที่ทำให้มีวันนี้
ขอบคุณครูมาลี อ.ประพันธ์ อ.ปัญญา ที่ไม่เคยลงเรียนวิชาแกเลย แต่ก็ช่วยสั่งสอนมาโดยตลอด
เป็นกำลังใจให้ครูทุกคนที่อยากจะสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดี
บางที
“บางทีเราก็เหมือนจะอยู่คนเดียวบนโลก
ไม่เห็นสนุกเลย “
แค่ประโยคสั้นๆ
ทำไมต้องมานั่งใส่ใจมากขนาดนี้นะ
หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่เกิดขึ้นกับผม และคนๆ นี้ คนที่เอ๋ยประโยคนี้
บ่งบอกอยู่ตลอดเวลาว่าเราไม่เข้ากัน
หลายคราวหลายหนที่ผมพยายามตัดใจ แต่สุดท้ายก็มีเหตุให้ต้องคิดถึงอยู่เสมอ
นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่รู้สึกเหมือนว่าประโยคนี้ส่งตรงมาที่ผม ทั้งที่ความจริงแล้ว มันอาจจะไม่ใช่ผมก็ได้
วันนั้น วันที่ประตูห้องถูกเปิดออก ผมพบเธอนั่งทำงานอยู่เพียงลำพัง
โดยไม่มีคำทักทายใดๆ ผมนั่งลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์ถัดจากโต๊ะทำงานของเธอมาไม่ไกลนัก
หยิบหูฟัง ที่ไม่เคยใช่เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน ขึ้นมาอุดหู
หูฟังที่เงียบสนิท ไม่มีเสียงเพลงใดดังออกมา
เป็นสัญญาณบอกว่า ผมไม่อยากจะโต้ตอบกับสิ่งเร้าที่อาจจะมารบกวนโสตประสาท
แต่ก็ยังคงคอยแอบฟังอยู่ลึกๆ ว่า จะมีเสียงใดหลุดออกมาจากปากของเธอรึเปล่า
ในห้องเงียบสนิท
มันเหมือนกับมีกำแพงขนาดใหญ่ กั้นเราสองคนออกจากกัน
เหมือนเราอยู่ตัวคนเดียวในห้องที่มีสองคน
มันไม่สนุกเลยจริงๆ
ผมไม่รู้ว่าประโยคข้างบนที่เธอเขียนหมายถึงความรู้สึกเดียวกับที่ผมเจอรึเปล่า
ผมไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร
สมัยมัธยม ผมเคยเจอเหตุการณ์เช่นเดียวกันมาแล้ว ผมใช้เวลานานมาก กว่าที่จะคุยกับผู้หญิงสมัยเด็กได้อย่างปกติ
จนทุกวันนี้เธอเป็นน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งของผมไปแล้ว
ผมได้แต่หวังว่าผู้หญิงคนนี้ ซักวันหนึ่ง ผมคงจะคุยกับเธอได้สนิทสนม เหมือนน้องสาวที่น่ารักของผมคนนั้น
คิดๆ ดูแล้วเหตุการณ์ ตอนเด็ก กับเหตุการณ์ตอนนี้ก็คล้ายๆ กันเลยนะ
ถ้ามันเหมือนกันจริงๆ เขาก็คงชอบผมด้วยแน่ๆ (แอบเข้าข้างตัวเองเล็กๆ)
แต่ผมจะทำไงดีอะ จะปล่อยให้ผ่านไป จนกลายเป็นพี่น้องกันในที่สุด ดีไหม
ท้องฟ้าสีอะไร

“ฟ้าก็ยังคงเป็นฟ้า”
เสียงเพลงที่ดังก้องอยู่ในหูชวนให้คิดถึงท้องฟ้าที่คอยเฝ้ามองอยู่ทุกวัน
ฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม ทุกวันฟ้าเปลี่ยนไป บางครั้งมีเมฆมากจนมองให้เห็นสีฟ้า หรือบางวันฟ้าสดใสไร้เมฆบัง
เรามักจะเปรียบท้องฟ้าที่ขุ่นมัวเหมือนคนเศร้าที่เจอแต่ปัญหาต่างๆ เข้ามาในชีวิต มองไม่เห็นแสงเห็นตะวัน
ต่างกับฟ้าที่สดใส มีชีวิตชีวา
มีใครเคยถามท้องฟ้าบ้างไหมว่าจริงๆ แล้วฟ้าอยากเป็นแบบไหนกันแน่
ปายฝน ต้นหนาว
มรสุมโหมกระหน่ำเข้ามา ลูกแล้วลูกเล่า
ผมได้แต่นั่งขดตัวอยู่แต่ในห้องแคบ แคบ ไร้แสงสี ไร้ผู้คน
ไร้ตัวตน แห่งอดีต อนาคต และปัจจุบัน
รอวันที่เมฆฝนปกคลุมท้องฟ้าจะจางหายไป
เผยให้แสงอาทิตย์ได้ส่องนำทาง สู่ความสดใสอีกครั้ง หนึ่ง
และเมื่อถึงวันนั้น
วันที่เมฆสีเทาจางไป ลมหนาว ก็จะพัดเข้ามา “
Eyes Flyer lyrics…
Eyes Flyer lyrics…
if you dance in the dark place do not be afaid..
we all come here to play..
we all come here to sway..
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
oh!!my little baby com’on please be mine??
……………………………………
i want to give u a smiles so let me hold your hands..
i will take you there…
sorry for i have to stare…
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
oh!!my lovely baby com’on please be mine..
……………………………………
don’t let’s me wait so i want you all we stand.
Please give us a try..
i won’t make you cry..
……………………………………
oh!!please say yes!!let’s do what we he here to do..
here my plea…..
can you see…… …………….. we can be??
white line, หน้าพระลาน
อาทิตย์นี้ได้แวะไปร้านอาหารสองร้าน
ร้านแรก white line ไม่แน่ใจว่าชื่อร้านเขียนอย่างนี้รึเปล่า
อยู่ใกล้ๆ กับบ้านเพื่อน หลังสนามมวยราชดำเนิน จำชื่อถนนไม่ ได้ละ
ตอนแรกก็เดินหาข้าวกินกัน มาเห็นร้านเล็กๆ น่านั่งดีก็เลยแวะเข้าไป
สิ่งแรกที่สะดุดตา ก็คงเป็นพวกโปสเตอร์ นักร้อง กับโปสเตอร์หนังเ่ก่า ติดอยู่ตามผนัง
สวยดี ( ชอบโปสเตอร์ พรู ที่สุดเลย ถามพี่เจ้าของร้านเขาบอกว่า มีนักร้องมานั่งบ่อยๆ )
อีกอันที่ชอบก็คือ จานรองแก้วรูปดอกไม้เก่าๆ สวยดี ว่าจะขโมยกลับมาละ แ่ต่ลืม
อีกจุดที่น่าสนใจคือ ร้าน ไม่มีการตกแต่งทาสีอะไรใหม่เลย ผนังที่เคยผุพังยังไง ก็ยังคงสภาพนั้นอยู่
สายไฟบางจุดที่ดูรก เขาก็ยังคงไว้ แต่ใช้แสงไฟ สลัวๆ บังอัมพางมันไว้ ไม่ให้เด่นสะดุดตามากนัก
รวมๆ แล้วร้านนี้ก็จัดร้านง่ายๆ เอาของเก่าๆ มาวาง เรียงกัน ให้ดูดี ใช้แสงสลัวๆ ช่วยให้บรรยากาศในร้าน
ดูน่านั่ง กึ่งร้านเหล้า กึ่งร้านข้าว ได้อารมณ์ดี ร้านบางร้านไม่เห็นจะต้องแต่งอะไรให้มากเลย แค่จัดๆ เรียง
ส่องไฟให้ถูกจุด ก็โอเคละ พูดเหมือนง่าย แต่ทำยากน่าดู
อีกร้าน หน้าพระลาน ร้านนี้ก็แปลกดี อยู่หน้า ม.ศิลปากร ตรงข้ามวัดพระแก้ว แถวๆ ท่าช้าง
ขึ้นมานั่งตรงชั้นสอง ทั้งเก้าอี้ ทั้งโต๊ะเป็นแหล็กหมดเลย ไม่รู้ว่ายกขึ้นมากันได้ไง แต่ละตัวหนักไม่ใช่เล่น
นั้งเก้าอี้เหล็ก โต๊ะเหล็ก จะให้ความรู้สึกเย็นๆ วาบๆ เวลาเนื้อแตะไปโดนเล็ก ยิ่งเปิดแอร์หนาวๆ ก็ยิ่งเย็นเข้าไปใหญ่
แปลกดี
ข้างผนัก ก็มีรูปภาพแปลกติดเอาไว้ ในรูปข้างบน เป็นไม้ เอามาตอกๆ กันเป็นรูปหน้าคน แปลกดี
พอกินเสร็จเดินมาข้างล่างเห็นเคาเตอร์ บาร์ มีไฟส่องแก้ว เป็นล็อคๆ สวยดี
สรุป ก็คงพอได้ไอเดียบ้างเนอะ
พระอาทิตย์ยามเช้า
” พระอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ เคลื่อนตัวส่องแสงผ่านช่องว่างของภูเขา
เผยให้เห็นภาพของเมืองใหญ่ที่เงียบสงบ
ถนนที่พาดยาวผ่านกลางตัวเมืองในเช้าวันนี้มีรถไม่มากนัก
ทุกคนต่างปฎิบัติกิจของตน เตรียมพร้อมเพื่อเริ่มต้นวันใหม่
ชีวิตที่เรียบง่ายไม่เร่งรีบ เป็นภาพที่เห็นจนชินตา ของคนเมืองนี้ “
จำได้ว่าสมัยตอนสอบปลายภาค ม.2 ครูสอนภาษาไทยเคยให้เขียนเปิดเรื่องสั้นๆ
โดยมีหัวข้อให้เลือกสามหัวข้อ หนึ่งในนั้น ก็คือ “ชีวิตในจังหวัดพัทลุง”
หลังสอบครูก็นำคำตอบมาบอกคะแนนในชั้นคะแนนที่แต่ละคนได้ก็ไม่น่าแปลกใจนักกับความใจดีของครูคนนี้
หลังบอกคะแนนเสร็จเป็นปกติที่ครูจะนำงานบางงานมาวิจารณ์กัน
โดยไม่ได้บอกว่าเป็นงานของใครบอกถึงข้อดีข้อเสียของงานแต่ละชิ้นและสิ่งที่ควรปรับปรุง
แต่ที่น่าตกใจก็คือ ครูนำคำตอบของผมมาอ่านพร้อมกับบอกคะแนนที่ได้
” อันนี้ดีนะได้ แปด เต็มสิบ “ ผมทำหน้างง แปลกใจเล็กน้อยที่ครูเอางานของตัวเองมาอ่านให้เพื่อนฟัง
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ครูหยุดไปพักหนึ่งแล้วหันมองมาที่ผม เหมือนรู้ว่าผมอยากถามอะไรบางอย่าง
“จริงๆ มันก็ควรจะได้คะแนนมากกว่านี้นะ แต่เสียนิดเดียวตรงที่มันไม่มีภูเขาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเลย
แสงอาทิตย์มันคงส่องผ่านภูเขามาไม่ได้”
หลังจากวันนั้น
ทุกครั้งที่ผมตื่น ผมจะเฝ้ามองทุกย่างก้าวของแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่เก้าเข้ามาในเมืองนี้
จดจำทุกภาพที่เกิดขึ้น ทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่องราว ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บันทึกมันเอาไว้ในความทรงจำ
แต่วันนี้ วันที่ความทรงจำของผมเริ่มจะเลือนลางลงทุกที
ผมควรทำอย่างไรดี จึงจะเก็บความทรงจำเหล่านี้เอาไว้ได้
มีคนเคยบอกว่า “ภาพถ่ายหนึ่งใบ สามารถแทนคำพูดได้เป็นพันๆ คำ”
ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆ
Last-longer-durex-perfoma
เห็นแอดตัวหนึ่งจากบล็อค คุยกันให้เฟื่องเรื่อง ad
มีคนเคยบอกว่า ถ้าจะให้เสร็จช้า ขณะปฎิบัติกิจ ต้องพยายามคิดนอกลู่นอกทางเข้าไว้ อย่าเอาใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำมากเกินไป บางคนถึงขนาดต้องท่องสูตรคูณ คิดโจทย์เลขสมการสองตัวแปร ดิฟสามชั้น กันเลยทีเดียว
เมื่อใจเราไปสนอย่างอื่น ร่างกายก็จะตอบสนองกับสิ่งที่ทำช้าลง เหมือนนั่งทำการบ้านอยู่ เปิดทีวีดูไปด้วย การบ้านมันก็เสร็จช้าเป็นธรรมดา
แต่นี่ลองเอาหมอนใบนี้มาวางข้างๆ รับรองไม่ต้องทำอะไรเลย หมดอารมณ์ซะงั้น
เป็นใครก็ต้องพลิกหมอนกลับแน่นอน แล้วก็จะเจอกับทางออกที่ดีกว่า








