บางที
“บางทีเราก็เหมือนจะอยู่คนเดียวบนโลก
ไม่เห็นสนุกเลย “
แค่ประโยคสั้นๆ
ทำไมต้องมานั่งใส่ใจมากขนาดนี้นะ
หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่เกิดขึ้นกับผม และคนๆ นี้ คนที่เอ๋ยประโยคนี้
บ่งบอกอยู่ตลอดเวลาว่าเราไม่เข้ากัน
หลายคราวหลายหนที่ผมพยายามตัดใจ แต่สุดท้ายก็มีเหตุให้ต้องคิดถึงอยู่เสมอ
นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่รู้สึกเหมือนว่าประโยคนี้ส่งตรงมาที่ผม ทั้งที่ความจริงแล้ว มันอาจจะไม่ใช่ผมก็ได้
วันนั้น วันที่ประตูห้องถูกเปิดออก ผมพบเธอนั่งทำงานอยู่เพียงลำพัง
โดยไม่มีคำทักทายใดๆ ผมนั่งลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์ถัดจากโต๊ะทำงานของเธอมาไม่ไกลนัก
หยิบหูฟัง ที่ไม่เคยใช่เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน ขึ้นมาอุดหู
หูฟังที่เงียบสนิท ไม่มีเสียงเพลงใดดังออกมา
เป็นสัญญาณบอกว่า ผมไม่อยากจะโต้ตอบกับสิ่งเร้าที่อาจจะมารบกวนโสตประสาท
แต่ก็ยังคงคอยแอบฟังอยู่ลึกๆ ว่า จะมีเสียงใดหลุดออกมาจากปากของเธอรึเปล่า
ในห้องเงียบสนิท
มันเหมือนกับมีกำแพงขนาดใหญ่ กั้นเราสองคนออกจากกัน
เหมือนเราอยู่ตัวคนเดียวในห้องที่มีสองคน
มันไม่สนุกเลยจริงๆ
ผมไม่รู้ว่าประโยคข้างบนที่เธอเขียนหมายถึงความรู้สึกเดียวกับที่ผมเจอรึเปล่า
ผมไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร
สมัยมัธยม ผมเคยเจอเหตุการณ์เช่นเดียวกันมาแล้ว ผมใช้เวลานานมาก กว่าที่จะคุยกับผู้หญิงสมัยเด็กได้อย่างปกติ
จนทุกวันนี้เธอเป็นน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งของผมไปแล้ว
ผมได้แต่หวังว่าผู้หญิงคนนี้ ซักวันหนึ่ง ผมคงจะคุยกับเธอได้สนิทสนม เหมือนน้องสาวที่น่ารักของผมคนนั้น
คิดๆ ดูแล้วเหตุการณ์ ตอนเด็ก กับเหตุการณ์ตอนนี้ก็คล้ายๆ กันเลยนะ
ถ้ามันเหมือนกันจริงๆ เขาก็คงชอบผมด้วยแน่ๆ (แอบเข้าข้างตัวเองเล็กๆ)
แต่ผมจะทำไงดีอะ จะปล่อยให้ผ่านไป จนกลายเป็นพี่น้องกันในที่สุด ดีไหม